ทำความรู้จัก Honeywell จากผู้ผลิตเทอร์โมสแตทสู่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลก
Honeywell เป็นหนึ่งในชื่อที่คุ้นหูใครหลายคน แต่อาจมีน้อยคนที่จะรู้ว่าบริษัทนี้ทำอะไรบ้างอย่างแท้จริง บางคนอาจรู้จักในฐานะแบรนด์เครื่องฟอกอากาศ ตู้เย็น หรือเทอร์โมสแตทติดผนังตามบ้าน แต่ในความเป็นจริง วันนี้ Honeywell ได้วิวัฒนาการตัวเองจากโรงงานผลิตอุปกรณ์ควบคุมความร้อนเล็กๆ กลายมาเป็น "ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระดับโลก" (Industrial Tech Giant) ที่มีมูลค่าตลาดนับแสนล้านดอลลาร์ และอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีในแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่บนเครื่องบินพาณิชย์ โรงงานปิโตรเคมี ไปจนถึงคลังสินค้าอัจฉริยะ
จุดเริ่มต้น: ราชาแห่งเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (ค.ศ. 1885)
- จุดกำเนิด: เริ่มต้นจากสิ่งประดิษฐ์ของ Albert Butz นั่นคือ "เครื่องควบคุมเตาถ่านกระดิกได้" (Damper Flapper) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ Thermostat (เครื่องควบคุมอุณหภูมิ) ตัวแรกของโลก
- การควบรวมกิจการ: ต่อมาบริษัทได้ควบรวมกับบริษัทของ Mark Honeywell จนกลายเป็นชื่อ Minneapolis-Honeywell Regulator Co. และกลายเป็นผู้นำด้านระบบควบคุมความร้อนในบ้านเรือน
ยุคขยายปีก: สู่ห้วงอวกาศและสมรภูมิรบ (ช่วงสงครามโลก - สงครามเย็น)
- Honeywell ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในบ้าน แต่ได้ขยายเข้าสู่ อุตสาหกรรมการบินและป้องกันประเทศ
- เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญอย่าง ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autopilot) ของเครื่องบินทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 และผลิตอุปกรณ์ควบคุมในยานอวกาศของโครงการ Apollo 11 ที่พามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์
ปัจจุบัน: ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี 4 เสาหลัก
- Aerospace (การบินและอวกาศ): ผลิตเครื่องยนต์กลไก ระบบนำทาง และซอฟต์แวร์การบินในเครื่องบินพาณิชย์และทหารเกือบทุกลำในโลก
- Building Technologies (เทคโนโลยีอาคาร): ระบบควบคุมความปลอดภัย อุณหภูมิ และการประหยัดพลังงานในตึกระฟ้าและโรงพยาบาลขนาดใหญ่
- Performance Materials & Technologies (วัสดุประสิทธิภาพสูง): พัฒนาสารเคมีรักษ์โลก พลาสติกทนทานสูง และซอฟต์แวร์ควบคุมโรงกลั่นน้ำมัน/โรงงานเคมี
- Safety & Productivity Solutions (ความปลอดภัยและเพิ่มผลผลิต): ตั้งแต่ชุดเครื่องแต่งกายเซฟตี้ของวิศวกร ไปจนถึงระบบสแกนบาร์โค้ดและระบบอัตโนมัติในคลังสินค้าขนาดใหญ่ (เช่น ขนส่งขนาดยักษ์อย่าง Amazon)
วันนี้ Honeywell ไม่ใช่แค่บริษัทอุตสาหกรรมหนัก แต่เป็น Tech Company ที่ผสมผสานฮาร์ดแวร์เข้ากับซอฟต์แวร์อัจฉริยะ (IoT และ AI) โดยแบ่งธุรกิจหลักออกเป็น 4 กลุ่ม
Honeywell นิยามใหม่ของ "อาคารสีเขียว" (Green Building) และความยั่งยืน
Honeywell ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติในอาคาร ได้สร้าง "นิยามใหม่ของอาคารสีเขียว (Redefining Green Building)" โดยเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่เน้นเพียงโครงสร้างทางกายภาพหรือการประหยัดพลังงานแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็น "อาคารอัจฉริยะที่ยั่งยืน มีชีวิต และยืดหยุ่น (Smart, Sustainable, and Resilient Buildings)" ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล พลังงานสะอาด และสุขภาวะที่ดีของผู้พักอาศัย
3 แกนหลักในการนิยาม "อาคารสีเขียว" ยุคใหม่ของ Honeywell
หากเป็นอดีต อาคารสีเขียวอาจหมายถึงอาคารที่ติดโซลาร์เซลล์หรือใช้วัสดุรีไซเคิล แต่สำหรับ Honeywell อาคารสีเขียวในยุคนี้ต้องประกอบด้วย 3 มิติที่ทำงานร่วมกัน
1) การจัดการคาร์บอนและพลังงานด้วย AI (Carbon & Energy Management)
- ตรวจวัดและวิเคราะห์การใช้พลังงาน รวมถึงคำนวณการปล่อยคาร์บอน (Scope 1 และ Scope 2) แบบ Real-time
- ใช้ AI และ Machine Learning ในการทำ Predictive Maintenance (การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์) เพื่อลดการสูญเสียพลังงานจากเครื่องจักรที่เสื่อมสภาพก่อนที่จะเกิดการเสียหายจริง
Honeywell มองว่าอาคารพาณิชย์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงประมาณ 37% นิยามใหม่จึงต้องมุ่งเป้าไปที่ Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) โดยใช้ซอฟต์แวร์อัจฉริยะอย่าง Honeywell Forge เข้ามาจับคู่กับระบบเซนเซอร์และ Smart Meters เพื่อ
2) ความยืดหยุ่นและการบริหารพลังงานอัจฉริยะ (Energy Resilience & Microgrids)
อาคารสีเขียวยุคใหม่ต้องไม่เพียงแต่ "ประหยัด" แต่ต้อง "พึ่งพาตัวเองได้" เมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน เทคโนโลยี Smart Power for Buildings ของ Honeywell ช่วยให้อาคารสามารถบริหารจัดการแหล่งพลังงานหมุนเวียนภายในตัวเอง (เช่น โซลาร์เซลล์ หรือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ - BESS) ผ่านระบบ Microgrid เพื่อจัดสรรพลังงานได้อย่างคุ้มค่าที่สุดตามช่วงเวลาที่มีค่าไฟแพงหรือช่วงที่โครงข่ายไฟฟ้าหลักมีปัญหา
3) สุขภาวะของผู้พักอาศัย (Indoor Air Quality & Healthier Buildings)
- ระบบบริหารจัดการอาคารจะรักษาสมดุลระหว่างการประหยัดพลังงานกับการหมุนเวียนอากาศบริสุทธิ์ (IAQ - Indoor Air Quality)
- มีการใช้เซนเซอร์ตรวจจับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (TVOCs), ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และฝุ่นละออง เพื่อปรับการทำงานของระบบปรับอากาศ (HVAC) โดยอัตโนมัติตามความหนาแน่นของผู้ใช้งานในห้องนั้นๆ
นิยามใหม่ของ Honeywell ย้ำชัดเจนว่า "ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ต้องไม่แลกมาด้วยการลดทอนสุขภาพของมนุษย์"
สรุปมุมมองของ Honeywell
อาคารสีเขียวในนิยามใหม่ไม่ใช่แค่ "สิ่งก่อสร้างที่รักษ์โลก" แต่คือ "ระบบนิเวศอัจฉริยะ (Smart Ecosystem)" ที่แปลงข้อมูลดิบจากการใช้งานอาคาร ให้กลายเป็นการตัดสินใจที่ช่วยลดต้นทุน ลดคาร์บอน และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่อยู่ข้างในได้อย่างยั่งยืน
Honeywell กับการพัฒนา "น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ" (SAF) ขับเคลื่อนอนาคตการบินสีเขียว
| หัวข้อเปรียบเทียบ | น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ (Honeywell SAF) | น้ำมันเครื่องบินทั่วไป (Jet A / Jet A-1) |
|---|---|---|
แหล่งที่มา/วัตถุดิบ |
น้ำมันพืชใช้แล้ว, ไขมันสัตว์, ของเหลือทิ้งทางการเกษตร, และขยะชีวภาพ (ผ่านกระบวนการ Honeywell Ecofining™) |
การกลั่นน้ำมันดิบ (Crude Oil) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลใต้ดิน |
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (LCA) |
ลดลงสูงสุดถึง 80% ตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle) เมื่อเทียบกับน้ำมันฟอสซิล |
เป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลักในอุตสาหกรรมการบิน |
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ |
มีปริมาณกำมะถัน (Sulfur) และสารอะโรมาติกส์ต่ำมาก ช่วยลดการเกิดเขม่าควัน (Soot) และ Contrails (เส้นคอนเทรลบนฟ้า) |
มีส่วนประกอบของกำมะถันและสารอะโรมาติกส์ ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศเขม่าควัน |
ความมั่นคงทางพลังงาน |
หมุนเวียนได้ (Renewable) ผลิตได้จากวัตถุดิบในท้องถิ่น ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า |
มีจำกัด (Finite Resource) และผันผวนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก |
ต้นทุนและการผลิตในปัจจุบัน |
ราคายังสูงกว่าน้ำมันทั่วไป 2-4 เท่า และกำลังอยู่ในช่วงเร่งขยายกำลังการผลิตทั่วโลก |
ราคาถูกกว่าเนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตในระดับอุตสาหกรรมมานานหลายทศวรรษ |
เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) ของ Honeywell ทางรอดของโรงงานยุคใหม่
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับมาตรการทางภาษีและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด โรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันจึงไม่สามารถดำเนินธุรกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) จึงกลายเป็น "ทางรอด" สำคัญที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ได้อย่างเป็นรูปธรรม Honeywell ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (ผ่านทาง Honeywell UOP) ได้พัฒนาโซลูชันการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCUS) ที่ครอบคลุมและพร้อมใช้งานจริงในสเกลอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากโครงการทั่วโลก
เจาะลึกเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนของ Honeywell
- ASCC: ดักจับคาร์บอนจากก๊าซไอเสียหลังการเผาไหม้ได้มากกว่า 95% ประหยัดพลังงานและใช้พื้นที่น้อย
- Separex™ Membrane: แยกและเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีเมมเบรน เหมาะกับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ
- Selexol™: ดักจับคาร์บอนจากกระบวนการที่มีความดันสูง เช่น การผลิตไฮโดรเจนและเคมีภัณฑ์
- Polybed™ PSA & Cryogenics: แยกคาร์บอนด้วยระบบดูดซับและความเย็นจัด สำหรับการผลิตบลูไฮโดรเจนและแอมโมเนียสะอาด
Honeywell มีพอร์ตโฟลิโอเทคโนโลยีที่หลากหลายตามความเหมาะสมของลักษณะก๊าซและประเภทของโรงงาน
ทำไมถึงเป็น "ทางรอด" ของโรงงานยุคใหม่?
- ตอบโจทย์โรงงานเดิม (Retrofit ได้ทันที): เทคโนโลยีหลายตัวของ Honeywell เช่น ASCC สามารถเข้าไปติดตั้งเพิ่มเติมกับโครงสร้างโรงงานเดิมได้เลย ไม่จำเป็นต้องรื้อถอนหรือสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด
- มีตัวเลือกแบบโมดูล (Modular Solutions): สำหรับโรงงานที่ต้องการความรวดเร็วและประหยัดต้นทุน Honeywell มีระบบดักจับคาร์บอนแบบโมดูลสำเร็จรูป ตั้งแต่ขนาดทดลอง (10 KMTA) ไปจนถึงขนาดเชิงพาณิชย์ (200 KMTA) ช่วยลดเวลาและลดความซับซ้อนในการติดตั้งลงได้อย่างมาก
- ลด Carbon Footprint เพิ่มโอกาสการแข่งขัน: ช่วยให้สินค้าจากโรงงานได้รับการยอมรับในตลาดสากล ไม่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (เช่น CBAM ของยุโรป)
บทบาทของ Honeywell ในอุตสาหกรรมไทย
- โครงการของ ปตท.สผ. (PTTEP): Honeywell ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยี Separex™ Membrane ในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการต้นแบบ CCS เชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้
- ความร่วมมือกับ GC (PTT Global Chemical): มีการลงนามข้อตกลงร่วมมือศึกษาความต้องการและความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีของ Honeywell ไปปรับใช้ในโรงงานกลุ่ม GC เพื่อดักจับ กักเก็บ (CCS) และนำคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ต่อในเชิงเคมีภัณฑ์ (CCU)
ในประเทศไทย เทคโนโลยีของ Honeywell ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในโครงการขนาดใหญ่เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero ของประเทศ
สอบถาม / สั่งซื้อสินค้า