การเลือกเซ็นเซอร์วัดการกระจัดหรือระยะทาง (Displacement Sensors) แต่ละรุ่นให้เหมาะสมกับวัสดุเป้าหมาย
การเลือก เซ็นเซอร์วัดการกระจัดหรือระยะทาง (Displacement Sensors) ให้ทำงานได้อย่างแม่นยำนั้น ต้องพิจารณาจากคุณสมบัติทางกายภาพของวัสดุเป้าหมายเป็นหลัก (เช่น การสะท้อนแสง ค่าความนำแม่เหล็ก หรือค่าไดอิเล็กตริก) โดยสามารถแบ่งกลุ่มตามชนิดและเทคโนโลยีการตรวจจับที่เหมาะสมกับวัสดุได้ดังนี้
1. เลเซอร์เซ็นเซอร์แบบสามเหลี่ยมวิเคราะห์ (Laser Triangulation Displacement Sensors)
เลเซอร์เซ็นเซอร์แบบสามเหลี่ยมวิเคราะห์ (Laser Triangulation Displacement Sensors)
- วัสดุเป้าหมายที่เหมาะสม: วัสดุทึบแสง (Opaque), โลหะผิวด้าน, ยาง, พลาสติกทึบแสง, ไม้, กระดาษ, ชิ้นงานที่มีสีสันชัดเจน
- วัสดุที่ไม่เหมาะสม / ข้อควรระวัง: วัสดุโปร่งใส (Transparent) เช่น แก้ว หรือพลาสติกใส เนื่องจากแสงเลเซอร์จะทะลุผ่านทำให้ระยะผิดเพี้ยน รวมถึงพื้นผิวสะท้อนแสงจัดระดับกระจกเงา (Mirror) ที่อาจทำให้แสงสะท้อนไม่ตกลงบนตัวรับ (Receiver) อย่างถูกต้อง (ยกเว้นการเลือกใช้รุ่นที่เป็นเซ็นเซอร์แบบ Specular Reflection)
2. เซ็นเซอร์แบบกระแสวน (Eddy Current Displacement Sensors)
ทำงานโดยการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสวนบนผิวชิ้นงาน ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปื้อนน้ำมันหรือฝุ่นละอองได้ดีมาก
- วัสดุเป้าหมายที่เหมาะสม: โลหะเท่านั้น ทั้งกลุ่มโลหะที่มีสมบัติเป็นแม่เหล็ก (Ferrous) เช่น เหล็ก, สแตนเลส (บางเกรด) และกลุ่มโลหะไม่มีสมบัติเป็นแม่เหล็ก (Non-ferrous) เช่น อะลูมิเนียม, ทองแดง, ทองเหลือง
- วัสดุที่ไม่เหมาะสม / ข้อควรระวัง: อโลหะทุกชนิด (พลาสติก, ยาง, ไม้, เซรามิก) เซ็นเซอร์ชนิดนี้จะไม่สามารถตรวจจับได้เลย
3. เซ็นเซอร์แบบคาปาซิทีฟ (Capacitive Displacement Sensors)
ทำงานโดยวัดความเปลี่ยนแปลงของค่าความจุไฟฟ้า (Capacitance) ระหว่างหัวเซ็นเซอร์กับชิ้นงาน ให้ความละเอียดระดับนาโนเมตร (Nanometer resolution)
- วัสดุเป้าหมายที่เหมาะสม: โลหะทุกชนิด และอโลหะที่มีค่าคงที่ไดอิเล็กตริก (Dielectric constant) สูงพอสมควร เช่น พลาสติก, แก้ว, เซรามิก, ซิลิคอนเวเฟอร์ (Silicon Wafer), และน้ำ
- วัสดุที่ไม่เหมาะสม / ข้อควรระวัง: การวัดอโลหะจะขึ้นอยู่กับความหนาแน่นและค่าไดอิเล็กตริกของวัสดุนั้นๆ และเซ็นเซอร์มีความไวต่อความชื้นหรือฝุ่นละอองในอากาศ ซึ่งอาจรบกวนค่าความจุไฟฟ้าได้
4.เซ็นเซอร์คอนโฟคอล / เลเซอร์แยกสเปกตรัมสี (Chromatic Confocal Displacement Sensors)
เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้หลักการแยกแสงสีขาวออกเป็นสเปกตรัมช่วงความยาวคลื่นต่างๆ โฟกัสตกลงบนชิ้นงานเพื่อหาระยะที่แม่นยำที่สุด
- วัสดุเป้าหมายที่เหมาะสม: กระจกเงา (Mirror), โลหะขัดเงา, กระจกโปร่งใส, พลาสติกใส, ฟิล์มใส (สามารถวัดความหนาของแผ่นกระจกหรือฟิล์มใสพร้อมกันได้จากการสะท้อนสองชั้น) รวมถึงชิ้นงานที่มีความโค้งมนสูง
- วัสดุที่ไม่เหมาะสม / ข้อควรระวัง: วัสดุที่ดูดซับแสงมากเกินไปจนไม่เกิดการสะท้อนกลับ และระยะห่างในการติดตั้ง (Standoff distance) มักจะมีระยะจำกัดที่ค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับเลเซอร์ทั่วไป
5. เซ็นเซอร์อัลตราโซนิก (Ultrasonic Displacement Sensors)
ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการตรวจจับระยะเวลาที่คลื่นสะท้อนกลับมา
- วัสดุเป้าหมายที่เหมาะสม: ของเหลว, วัสดุโปร่งใส, วัสดุที่มีสีดำสนิทหรือพื้นผิวดูดซับแสง (ซึ่งเลเซอร์จับไม่ได้) การวัดจะไม่ขึ้นอยู่กับสีหรือความโปร่งแสงของวัสดุ
- วัสดุที่ไม่เหมาะสม / ข้อควรระวัง: วัสดุที่มีคุณสมบัติดูดซับเสียง เช่น โฟม, ฟองน้ำ, หรือใยแก้ว นอกจากนี้ความแม่นยำจะลดลงหากมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอากาศ (เนื่องจากความเร็วเสียงเปลี่ยนตามอุณหภูมิ) และไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดสูงในระดับไมครอน
6. เซ็นเซอร์วัดการกระจัดแบบสัมผัส (Contact Displacement Sensors / LVDT)
ใช้หัววัด (Probe / Plunger) สัมผัสลงบนชิ้นงานโดยตรง และแปลงการเคลื่อนที่เชิงกลเป็นสัญญาณไฟฟ้า (Linear Variable Differential Transformer)
- วัสดุเป้าหมายที่เหมาะสม: ของแข็งทุกชนิด (โลหะ, พลาสติกแข็ง, แก้ว) ให้ความแม่นยำสูงมากและไม่สนใจสี ความเงา หรือความโปร่งใสของชิ้นงาน
- วัสดุที่ไม่เหมาะสม / ข้อควรระวัง: วัสดุเนื้ออ่อน (Soft materials) เช่น ยางซิลิโคนอ่อน, ฟอยล์บาง, ชิ้นงานที่เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย หรือชิ้นงานที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงซึ่งแรงกดจากหัววัดอาจทำให้ชิ้นงานเสียหายหรือเสียรูปทรงได้
หลักการทำงานของ Displacement Sensor แบบไม่สัมผัส
Displacement Sensor แบบไม่สัมผัส (Non-Contact Displacement Sensor) คือเซนเซอร์ที่ใช้สำหรับวัดระยะทาง ตำแหน่ง หรือการกระจัดของวัตถุเป้าหมาย (Target) โดยไม่มีการสัมผัสทางกลกับชิ้นงาน ซึ่งช่วยลดปัญหาการสึกหรอ ไม่ทำให้ชิ้นงานเกิดรอยหรือเสียรูป และสามารถวัดชิ้นงานที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้
หลักการทำงานจะแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีที่ใช้ โดยในงานอุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติมักจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้
1. เซนเซอร์แบบเลเซอร์ (Laser Displacement Sensor)
- หลักการทำงาน: ส่วนใหญ่ใช้ หลักการสะท้อนแบบสามเหลี่ยม (Laser Triangulation) โดยตัวเซนเซอร์จะยิงลำแสงเลเซอร์ไปตกกระทบที่พื้นผิวของชิ้นงาน แสงสะท้อนจะสะท้อนกลับมาเข้าที่เลนส์รับแสงและตกลงบนแผงรับภาพ (เช่น CMOS หรือ CCD) เมื่อระยะห่างของชิ้นงานเปลี่ยนไป มุมของแสงสะท้อนก็จะเปลี่ยนตาม ส่งผลให้ตำแหน่งของแสงที่ตกกระทบซนแผงรับภาพเปลี่ยนไป เซนเซอร์จะคำนวณระยะทางจากตำแหน่งของจุดแสงนี้
- จุดเด่น: มีความแม่นยำสูงมาก วัดระยะได้ไกล และจุดเลเซอร์มีขนาดเล็กทำให้วัดชิ้นงานขนาดเล็กหรือพื้นผิวที่มีความซับซ้อนได้ดี
2. เซนเซอร์แบบเอ็ดดี้เคอเรนท์ (Eddy Current Displacement Sensor)
- หลักการทำงาน: อาศัยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า โดยขดลวดภายในหัวเซนเซอร์จะสร้างสนามแม่เหล็กสลับความถี่สูงขึ้นมา เมื่อนำชิ้นงานที่เป็นโลหะ (ตัวนำไฟฟ้า) เข้ามาใกล้สนามแม่เหล็กนี้ จะเกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำที่เรียกว่า "กระแสวน" (Eddy Current) บนผิวของชิ้นงาน กระแสวนนี้จะสร้างสนามแม่เหล็กต้านกลับมายังขดลวด ทำให้ค่าอิมพีแดนซ์ (Impedance) ในวงจรเปลี่ยนแปลง เซนเซอร์จะแปลงค่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นระยะทาง
- จุดเด่น: ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย (มีฝุ่น คราบน้ำมัน หรือน้ำ) ได้ดีเยี่ยม แต่ใช้งานได้กับ ชิ้นงานที่เป็นโลหะเท่านั้น
3. เซนเซอร์แบบคาปาซิทีฟ (Capacitive Displacement Sensor)
- หลักการทำงาน: อาศัยการเปลี่ยนแปลงค่าความจุไฟฟ้า (Capacitance) โดยเซนเซอร์และชิ้นงานจะทำหน้าที่เสมือนแผ่นประจุไฟฟ้าสองแผ่นที่วางขนานกัน โดยมีอากาศเป็นฉนวนคั่นกลาง (Dielectric) เมื่อระยะห่างระหว่างหัวเซนเซอร์กับชิ้นงานเปลี่ยนไป ค่าความจุไฟฟ้าก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย วงจรภายในจะตรวจจับค่าความจุไฟฟ้านี้และแปลงเป็นสัญญาณบอกระยะทาง
- จุดเด่น: ให้ความละเอียด (Resolution) สูงที่สุด (ระดับนาโนเมตร) วัดชิ้นงานได้ทั้งโลหะและอโลหะ แต่ต้องใช้งานในสภาพแวดล้อมที่สะอาดและควบคุมอุณหภูมิได้ดี เนื่องจากฝุ่นหรือความชื้นในอากาศจะทำให้ค่า Dielectric เปลี่ยนและส่งผลต่อความแม่นยำ
4. เซนเซอร์แบบอัลตราโซนิก (Ultrasonic Displacement Sensor)
- หลักการทำงาน: ใช้ หลักการวัดเวลาเดินทางของคลื่นเสียง (Time of Flight) โดยเซนเซอร์จะส่งคลื่นเสียงความถี่สูง (เหนือระดับที่มนุษย์ได้ยิน) ออกไปกระทบกับวัตถุเป้าหมายแล้วสะท้อนกลับมาที่ตัวรับ เซนเซอร์จะจับเวลาตั้งแต่เริ่มส่งคลื่นจนถึงตอนที่รับคลื่นสะท้อนกลับมา เพื่อนำมาคำนวณหาระยะทางโดยอิงจากความเร็วเสียงในอากาศ
- จุดเด่น: สามารถวัดวัตถุได้เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นของแข็ง ของเหลว หรือวัตถุโปร่งใส แต่ความแม่นยำอาจได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิและกระแสลมในพื้นที่ทำงาน
ข้อดีโดยรวมของการใช้แบบไม่สัมผัส:
- ไม่มีชิ้นส่วนที่เสียดสี ไม่มีการสึกหรอของหัวเซนเซอร์
- สามารถวัดชิ้นงานที่อ่อนนุ่ม เปราะบาง หรืองานที่ห้ามมีรอยขีดข่วนได้
- ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว (High Response Time) เหมาะกับงานที่มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา
Displacement Sensor ในเครื่องมือวัดพิกัด (CMM)
Displacement Sensor (เซนเซอร์วัดการขจัด หรือ เซนเซอร์วัดระยะ) เป็นหัวใจสำคัญในเครื่องมือวัดพิกัดสามมิติ หรือ CMM (Coordinate Measuring Machine) เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงระยะการเคลื่อนที่ทางกายภาพ (Physical Displacement) ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าหรือข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์นำไปประมวลผลเป็นพิกัด (X, Y, Z) ที่มีความแม่นยำระดับไมครอน
ในเครื่อง CMM คำว่า "Displacement Sensor" จะถูกแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ เซนเซอร์ที่อยู่ในระบบขับเคลื่อนของแกนเครื่อง (Linear Encoders) และ เซนเซอร์ที่ทำหน้าที่เป็นหัววัดชิ้นงาน (Probe Sensors)
รายละเอียดเนื้อหาเชิงลึกแบ่งได้ดังนี้
1. Displacement Sensor ในส่วนของหัววัดชิ้นงาน (Probe Sensors)
หัววัดของ CMM เป็นจุดที่ใช้รับข้อมูลจากชิ้นงานโดยตรง ซึ่งเซนเซอร์วัดระยะที่อยู่ในหัววัดจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:เซนเซอร์หัววัดแบบสัมผัส (Contact Displacement Sensors) เป็นการวัดที่หัววัด (Stylus) ต้องสัมผัสกับชิ้นงาน แบ่งการทำงานย่อยได้ 2 ระบบ
- Touch Trigger Probe (หัววัดแบบจุด): เป็นเซนเซอร์แบบ Kinematic เมื่อหัววัดแตะโดนชิ้นงานจนเกิดการขยับเพียงเล็กน้อย (Displacement ขยับเพียงระดับไมครอน) วงจรไฟฟ้าภายในจะตัดหรือส่งสัญญาณ (Trigger) ไปยังระบบของเครื่องเพื่อบันทึกค่าพิกัด XYZ ทันที เหมาะกับการวัดขนาดทั่วไป เช่น ความกว้าง ความยาว หรือเส้นผ่านศูนย์กลาง
- Analog Scanning Probe (หัววัดแบบลากต่อเนื่อง): นี่คือจุดที่มีการใช้ Displacement Sensor ของแท้ อย่างซับซ้อนอยู่ภายในหัววัด (มักใช้เซนเซอร์ประเภท LVDT - Linear Variable Differential Transformer)
หลักการทำงาน: ขณะที่หัววัดลากไปตามพื้นผิวชิ้นงาน สปริงหรือโครงสร้างภายในหัววัดจะมีการให้ตัว (Deflection) เซนเซอร์ LVDT หรือเซนเซอร์แสงขนาดจิ๋วที่อยู่ภายในหัวโพรบจะวัด "ระยะการขจัด" ของก้านหัววัดที่ขยับไปในแกน X, Y, Z อย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วสูง (เก็บข้อมูลได้หลายพันจุดต่อวินาที) จากนั้นนำระยะที่บิดเบี้ยวนี้ไปคำนวณชดเชยกับพิกัดหลักของเครื่อง ทำให้สามารถสแกนโปรไฟล์พื้นผิว ความกลม (Roundness) หรือความเรียบ (Flatness) ได้อย่างแม่นยำ
เซนเซอร์หัววัดแบบไม่สัมผัส (Non-Contact Displacement Sensors) ใช้คลื่นแสง เลเซอร์ หรือระบบภาพ ในการตรวจจับระยะห่างโดยไม่ต้องสัมผัสชิ้นงาน เหมาะกับชิ้นงานที่บอบบาง นิ่ม (เช่น ซิลิโคน ยาง) หรืองานที่ต้องการความเร็วสูง
- Laser Displacement Sensor (เลเซอร์สแกนเนอร์): ทำงานด้วยหลักการ Laser Triangulation (การคำนวณระยะด้วยสามเหลี่ยม) โดยเซนเซอร์จะยิงแสงเลเซอร์ไปตกกระทบชิ้นงาน และมีกล้องหรือตัวรับแสง (CCD/CMOS) รับแสงที่สะท้อนกลับมา หากระยะห่างของชิ้นงานเปลี่ยนไป มุมสะท้อนก็จะเปลี่ยนตาม เซนเซอร์จะคำนวณระยะการขจัดจากมุมที่เปลี่ยนไปนี้ นิยมใช้สำหรับงาน Reverse Engineering หรืองานสแกน 3 มิติรูปร่างอิสระ
- Confocal White Light Sensor: เป็นเซนเซอร์วัดระยะความละเอียดสูงพิเศษ ใช้หลักการแยกสเปกตรัมของแสงขาวเพื่อหาระยะโฟกัสที่แม่นยำที่สุด เหมาะสำหรับการวัดชิ้นงานที่มีความโปร่งใส สะท้อนแสงสูง หรือมีพื้นผิวขนาดเล็กระดับไมโครเมตร
- Optical/Vision Sensor: ใช้กล้องประมวลผลภาพเพื่อตรวจจับขอบเขตและระยะการเคลื่อนที่ของภาพ (Pixel Displacement) มักใช้ใน CMM แบบระบบวิดีโอ (Vision Measuring Machine)
Displacement Sensor ในระบบแกนของเครื่อง (Linear Encoders/Scales)
นอกจากที่หัววัดแล้ว เครื่อง CMM จะรู้พิกัด XYZ ของตัวเองได้ จำเป็นต้องมี Displacement Sensor ติดตั้งอยู่บนรางเลื่อนทั้ง 3 แกน ซึ่งเรามักเรียกว่า สเกลเชิงเส้น (Linear Scale หรือ Linear Encoder)
หลักการทำงาน: ส่วนใหญ่ใช้ Optical Linear Encoder ซึ่งประกอบด้วยไม้บรรทัดแก้ว (Glass scale) ที่สลักขีดขนาดเล็กระดับไมครอนไว้ และมีหัวอ่าน (Readhead) วิ่งคร่อมอยู่ เมื่อแกนของเครื่อง CMM เคลื่อนที่ หัวอ่านจะใช้แสงยิงผ่านหรือสะท้อนขีดบนสเกล เกิดเป็นสัญญาณพัลส์ (Pulse) ส่งไปให้คอนโทรลเลอร์นับจำนวนพัลส์เหล่านั้น ทำให้เครื่องรู้ว่า "ระยะการขจัด" จากจุด Home มายังจุดปัจจุบันคือเท่าไหร่ ด้วยความละเอียดระดับ 0.1 ไมครอน หรือต่ำกว่า
ความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกัน
ในการวัดชิ้นงานบน CMM ระบบจะประมวลผลจาก Displacement Sensor 2 ส่วนนี้เข้าด้วยกันเสมอ:
พิกัดที่แท้จริงของผิวชิ้นงาน = [พิกัดที่ได้จาก Linear Scale บนแกน XYZ ของเครื่อง] + [ระยะการขจัดที่วัดได้จากเซนเซอร์ภายในหัววัด Probe]
สรุปข้อดีของการเลือกใช้ Displacement Sensor ให้เหมาะสมใน CMM
1. เซนเซอร์แบบสัมผัส (Contact/Scanning Probe): ให้ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือสูงสุด ทนทานต่อสภาพแวดล้อม (แสงสะท้อน คราบน้ำมัน) เหมาะกับชิ้นส่วนเครื่องจักรกล โลหะ หรือแม่พิมพ์
2. เซนเซอร์แบบเลเซอร์/แสง (Non-Contact Laser Sensor): ทำงานรวดเร็ว เก็บข้อมูล Point Cloud ได้มหาศาล ป้องกันไม่ให้ชิ้นงานเสียรูปจากการถูกกดทับ เหมาะกับงานพลาสติก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรืองานที่มีรูปทรงโค้งมนซับซ้อน
3. เซนเซอร์แบบไฮบริด (Multi-Sensor CMM): เครื่อง CMM สมัยใหม่มักอนุญาตให้ผู้ใช้สลับระหว่างเซนเซอร์แบบสัมผัสและไม่สัมผัสได้ในเครื่องเดียวแบบอัตโนมัติ เพื่อดึงจุดเด่นของเซนเซอร์วัดการขจัดทั้งสองระบบมาใช้กับชิ้นงานเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ความแตกต่างระหว่าง Resolution, Accuracy และ Repeatability
| หัวข้อการเปรียบเทียบ |
Resolution (ความละเอียด) |
Accuracy (ความแม่นยำ) |
Repeatability (การทำซ้ำ) |
ความหมาย
|
ค่าการเปลี่ยนแปลงที่เล็กที่สุดที่เครื่องมือวัดสามารถแสดงผลได้
|
ความใกล้เคียงของค่าที่วัดได้กับค่าความจริง (True Value)
|
ความสามารถในการอ่านค่าเดิมได้เท่าๆ กันเมื่อทำการวัดซ้ำในสภาวะเดิม
|
จุดเน้นสำคัญ
|
จำนวนหลักทศนิยมหรือสเกลที่อ่านได้
|
ความถูกต้องตรงกับความจริง
|
ความคงที่และความสม่ำเสมอ (Consistency)
|
จุดบกพร่องที่พบ
|
ไม่ละเอียดพอ (สเกลหยาบ)
|
คลาดเคลื่อนจากค่าจริง (Error)
|
ค่าแกว่งไปมาไม่นิ่ง (Variation)
|
เปรียบเทียบกับเป้าปาเป้า
|
เป้าที่มีการตีเส้นแบ่งช่องคะแนนย่อยๆ ถี่ยิบ
|
ปาเข้าตรงกลางเป้า (Bullseye)
|
ปาเกาะกลุ่มรวมกันที่จุดเดิมตลอด (อาจจะไม่เข้ากลางเป้าก็ได้)
|