ทำความเข้าใจ Thickness Gauge การเรียนรู้การวัดอย่างเชี่ยวชาญ

เกจวัดความหนา mitutoyo 
เกจวัดความหนาคือ เกจวัดความหนาดิจิตอล

Thickness Gauge (เกจวัดความหนา) คืออะไร

Thickness Gauge (ทิกเนสเกจ) หรือที่เรียกว่า เกจวัดความหนา หรือ เครื่องวัดความหนา เป็นเครื่องมือวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวัดขนาด ความหนาของวัสดุ ต่างๆ อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้ วัสดุที่สามารถวัดได้ด้วย Thickness Gauge (เกจวัดความหนา) นั้นมีความหลากหลาย ตั้งแต่ โลหะ, พลาสติก, และ แก้ว ไปจนถึงวัสดุเคลือบผิว เช่น สี และวัสดุที่เป็นแผ่นบาง เช่น ฟิล์มวัตถุประสงค์หลักของการใช้ เกจวัดความหนา (Thickness Gauge) คือเพื่อให้ได้ค่าการวัดที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุที่ใช้งานหรือผลิตนั้นเป็นไปตาม มาตรฐาน และ ข้อกำหนดเฉพาะ ที่กำหนดไว้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิตต่างๆ เป็นต้น

ความสำคัญของการวัดความหนา Thickness Gauge

การวัด ความหนาของวัสดุ อย่างแม่นยำด้วย Thickness Gauge (เกจวัดความหนา) มีความสำคัญในหลายด้าน เช่น:

  • การควบคุมคุณภาพ: ช่วยให้มั่นใจว่าวัสดุที่ผลิตหรือนำมาใช้งานมีความหนาตามที่กำหนด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแรง ทนทาน และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์
  • การตรวจสอบมาตรฐาน: ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าวัสดุเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือข้อกำหนดเฉพาะของลูกค้าหรือไม่
  • การประหยัดต้นทุน: การวัดความหนาที่แม่นยำช่วยลดการใช้วัสดุเกินความจำเป็น และป้องกันปัญหาชิ้นงานไม่ได้มาตรฐานที่ต้องนำไปแก้ไขหรือทิ้ง
  • ความปลอดภัย: ในบางอุตสาหกรรม เช่น การก่อสร้าง หรือการผลิตยานยนต์ ความหนาของวัสดุมีผลต่อความปลอดภัยในการใช้งาน

ประเภทของ Thickness Gauge (เกจวัดความหนา)

เกจวัดความหนา (Thickness Gauge) มีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการวัด ความหนาของวัสดุ ที่แตกต่างกัน รวมถึงลักษณะของวัสดุและพื้นผิวที่ต้องการวัด ประเภทหลักๆ ของ เกจวัดความหนา (Thickness Gauge) ได้แก่

1.เกจวัดความหนาอัลตราโซนิก (Ultrasonic Thickness Gauge)

เกจวัดความหนาอัลตราโซนิก

หลักการทำงาน: ใช้หลักการของคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราโซนิก) ในการวัด ความหนาของวัสดุ โดยอุปกรณ์จะส่งพัลส์อัลตราโซนิกผ่านเข้าไปในวัสดุ และวัดเวลาที่พัลส์ใช้ในการสะท้อนกลับมา ความหนาของวัสดุจะถูกคำนวณโดยอาศัยความเร็วของเสียงในวัสดุนั้นๆ

การใช้งาน: เหมาะสำหรับวัด ความหนาของพื้นผิวโลหะ (เช่น เหล็กหล่อ เหล็ก และอลูมิเนียม) และ พื้นผิวที่ไม่ใช่โลหะ (เช่น เซรามิก พลาสติก และแก้ว) รวมถึงวัสดุอื่นๆ ที่เป็นตัวนำคลื่นอัลตราโซนิกได้ดี หากพื้นผิวด้านบนและด้านล่างของวัสดุมีความขนานกัน

ข้อดี: ช่วยในการตรวจสอบ ความหนาของโครงสร้างโลหะขนาดใหญ่ ได้อย่างรวดเร็ว เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจสอบผลกระทบจากการกัดกร่อนหรือการสึกกร่อน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกันคุณภาพและการควบคุมคุณภาพ เหมาะสำหรับการวัด ความหนาของวัสดุ ที่สามารถเข้าถึงได้เพียงด้านเดียว

วัสดุที่นิยมใช้: โลหะ, พลาสติก, วัสดุผสม

2.เกจวัดความหนาแบบสนามแม่เหล็ก (Magnetic Thickness Gauge)

เกจวัดความหนาแบบสนามแม่เหล็ก

หลักการทำงาน: ใช้หลักการของสนามแม่เหล็กในการวัด ความหนาของสารเคลือบ ที่ไม่ใช่แม่เหล็กบนพื้นผิวที่เป็นแม่เหล็ก เช่น สี, การชุบต่างๆ (เช่น ชุบสังกะสี/กัลวาไนซ์)

การใช้งาน: ทำงานโดยสร้างสนามแม่เหล็กและตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของสนามขณะที่หัววัดถูกเคลื่อนที่เหนือ สารเคลือบ นิยมใช้ในการวัด ความหนาของสี, เคลือบฟัน, หรือการเคลือบอื่นๆ บนพื้นผิวเหล็กหรือเหล็กกล้า

วัสดุที่นิยมใช้: เหล็ก, เหล็กกล้า (สำหรับวัดสารเคลือบที่ไม่ใช่แม่เหล็ก)

3. เกจวัดความหนากระแสวน (Eddy Current Thickness Gauge)

เกจวัดความหนากระแสวน (Eddy Current Thickness Gauge)

หลักการทำงาน: ใช้หลักการของ กระแสไหลวน (Eddy Current) ในการวัด ความหนาของการเคลือบ ที่ไม่นำไฟฟ้าบนพื้นผิว โลหะที่ไม่ใช่เหล็ก อุปกรณ์จะกระตุ้นให้เกิดกระแสเอ็ดดี้ในพื้นผิวโลหะ และความหนาของการเคลือบจะถูกกำหนดโดยการวัดอิมพีแดนซ์ของกระแสเหล่านี้

การใช้งาน: เหมาะสำหรับการวัด การเคลือบบนอะลูมิเนียม, ทองแดง, และ โลหะที่ไม่ใช่เหล็ก อื่นๆ เช่น อโนไดซ์ และการเคลือบสีบนวัสดุโลหะที่ไม่เป็นแม่เหล็ก

วัสดุที่นิยมใช้: อะลูมิเนียม, ทองแดง, โลหะที่ไม่ใช่เหล็ก (สำหรับการวัดสารเคลือบที่ไม่นำไฟฟ้า)

4.เกจวัดความหนาเชิงกล (Mechanical Thickness Gauge)

เกจวัดความหนาเชิงกล (Mechanical Thickness Gauge)

หลักการทำงาน: เกจเชิงกล เช่น ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) และ คาลิเปอร์ (Caliper) ทำงานโดยการวัดระยะห่างระหว่างจุดสองจุดบนพื้นผิวของวัสดุโดยตรง ให้ค่าที่อ่านได้ทันที และมักใช้สำหรับการตรวจสอบด้วยตนเอง

การใช้งาน: เหมาะสำหรับวัสดุหลากหลายประเภท รวมถึงกระดาษ, พลาสติก, และแผ่นโลหะบาง

วัสดุที่นิยมใช้: กระดาษ, พลาสติก, แผ่นโลหะบาง

เกจวัดความหนาเชิงกล (Mechanical Thickness Gauge) มี 2 ประเภทดังต่อไปนี้

เกจวัดความหนาแบบหน้าปัด (Dial Thickness Gauge)

แสดงค่าความหนาบนหน้าปัดที่มีเข็มชี้ ทำให้การอ่านค่าสะดวกและรวดเร็ว เหมาะสำหรับการวัดซ้ำๆ ในงานผลิตหรือการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว

คุณสมบัติ: อ่านค่าง่าย, รวดเร็ว, มีความละเอียดตามสเกลหน้าปัด

เกจวัดความหนาแบบเวอร์เนียร์ (Vernier Thickness Gauge)

ใช้สเกลหลักและสเกลเวอร์เนียร์ในการอ่านค่า ให้ความแม่นยำสูงกว่าแบบหน้าปัด แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในการอ่านค่ามากกว่า เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำในการวัด

คุณสมบัติ: ความแม่นยำสูง, ทนทาน, ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่

ขั้นตอนการใช้เครื่องวัดความหนาแบบดิจิตอล (Steps to Use a Digital Thickness Gauge)

ขั้นตอนการใช้เครื่องวัดความหนาแบบดิจิตอล (Steps to Use a Digital Thickness Gauge)

1. ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องมือ

  • ก่อนเริ่มต้นการวัด ตรวจสอบให้แน่ใจว่า เครื่องวัดความหนา อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน แบตเตอรี่ไม่หมด และหน้าจอแสดงผลทำงานปกติ
  • การดำเนินการ: สังเกตที่หน้าจอดิจิตอล หากแสดงค่า "0.00" หรือค่าเริ่มต้นที่ถูกต้อง แสดงว่าเครื่องมือพร้อมใช้งาน หากไม่เป็นเช่นนั้น ให้ทำการตั้งค่าศูนย์ (Zero) ก่อน

2. การตั้งค่าศูนย์ (Zeroing the Gauge)

  • การตั้งค่าศูนย์มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้ได้ค่าการวัดที่แม่นยำ โดยทำเมื่อไม่มีวัตถุใดๆ อยู่ระหว่างหัววัด (Anvil) และแกนวัด (Spindle)
  • การดำเนินการ:
    ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างหัววัดและแกนวัด
    กดปุ่ม "ZERO" หรือปุ่มที่ทำหน้าที่ตั้งค่าศูนย์บนตัวเครื่อง
    หน้าจอควรแสดงค่า "0.00" หลังจากตั้งค่าศูนย์เสร็จสิ้น

3. การวางชิ้นงาน (Positioning the Workpiece)

  • วางชิ้นงานที่ต้องการวัดความหนาระหว่างหัววัดและแกนวัด จัดตำแหน่งให้ส่วนที่ต้องการวัดอยู่ตรงกลางระหว่างจุดสัมผัสทั้งสอง
  • การดำเนินการ: ในภาพแสดงการวัดความหนาของกระดาษแข็งหรือวัสดุแผ่นบาง โดยวางวัสดุให้แบนราบระหว่างหัววัดและแกนวัด

4. การทำการวัด (Taking the Measurement)

  • ค่อยๆ ปล่อยคันโยกหรือกลไกที่ควบคุมแกนวัด เพื่อให้แกนวัดสัมผัสกับชิ้นงานอย่างนุ่มนวล โดยไม่กดทับหรือทำให้วัสดุเสียรูปทรง ค่าความหนาจะปรากฏบนหน้าจอดิจิตอล
  • การดำเนินการ:
    ในภาพบนขวา แสดงมือที่กำลังปล่อยคันโยก (มีลูกศรชี้ลง) เพื่อให้แกนวัดเคลื่อนที่ลงมาสัมผัสกับวัสดุ
    ในภาพล่างขวา แสดงค่าความหนาที่อ่านได้จากหน้าจอดิจิตอล ("2.38")

5. การอ่านค่า (Reading the Value)

  • อ่านค่าความหนาที่แสดงบนหน้าจอดิจิตอล ค่านี้คือความหนาของวัสดุ ณ จุดที่ทำการวัด
  • การดำเนินการ: สังเกตตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอและจดบันทึกค่า

เคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อการวัดที่แม่นยำ

  • ทำความสะอาด: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งหัววัด แกนวัด และชิ้นงานสะอาด ไม่มีฝุ่นหรือสิ่งสกปรก
  • แรงกด: ใช้แรงกดที่สม่ำเสมอและเหมาะสมในการวัด หากกดแรงเกินไปอาจทำให้วัสดุอ่อนนุ่มเสียรูปทรง
  • ตำแหน่งการวัด: หากชิ้นงานมีขนาดใหญ่ ควรทำการวัดหลายจุดเพื่อตรวจสอบความสม่ำเสมอของความหนา

ขั้นตอนและเคล็ดลับในการดูแลรักษา Thickness Gauge

1. การทำความสะอาด (Cleaning) ฝุ่นละออง สิ่งสกปรก หรือคราบน้ำมันบน เกจวัดความหนา โดยเฉพาะบริเวณหัววัด (Anvil) และแกนวัด (Spindle) อาจส่งผลต่อความแม่นยำในการวัด

วิธีปฏิบัติ

  • หลังการใช้งานทุกครั้ง ควรทำความสะอาด เกจวัดความหนา ด้วยผ้านุ่มสะอาดและแห้ง
  • สำหรับคราบสกปรกที่ฝังแน่น อาจใช้ผ้าชุบน้ำยาทำความสะอาดที่ไม่กัดกร่อนเล็กน้อย แล้วเช็ดให้แห้งสนิท
  • หลีกเลี่ยงการใช้ลมเป่าแรงๆ เพราะอาจพัดฝุ่นละอองเข้าไปในกลไกภายใน
  • สำหรับ เกจวัดความหนาแบบดิจิตอล ระวังอย่าให้น้ำหรือความชื้นเข้าไปในส่วนอิเล็กทรอนิกส์

2. การจัดเก็บ (Storage): การจัดเก็บที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ เกจวัดความหนา ได้รับความเสียหายจากการกระแทก ความชื้น หรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง

วิธีปฏิบัติ

  • เก็บ เกจวัดความหนา ไว้ในกล่องหรือซองที่ออกแบบมาสำหรับเครื่องมือวัดโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการกระแทกและรอยขีดข่วน
  • หลีกเลี่ยงการเก็บเครื่องมือในบริเวณที่มีความชื้นสูง หรืออุณหภูมิสูง/ต่ำจัด
  • หากไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ควรคลายแรงกดของแกนวัดเล็กน้อย (สำหรับบางประเภท)

3. การตรวจสอบสภาพ (Condition Check): การตรวจสอบสภาพเครื่องมืออย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้พบความผิดปกติหรือความเสียหายในระยะเริ่มต้น

วิธีปฏิบัติ

  • ก่อนใช้งาน ให้ตรวจสอบว่าหัววัดและแกนวัดสะอาด ไม่มีรอยสึกหรอหรือความเสียหาย
  • ตรวจสอบการเคลื่อนที่ของแกนวัดว่าราบรื่น ไม่ติดขัด สำหรับ เกจวัดความหนาแบบดิจิตอล ตรวจสอบหน้าจอแสดงผลและแบตเตอรี่
  • หากพบความผิดปกติ ควรนำเครื่องมือไปตรวจสอบและซ่อมแซมโดยผู้เชี่ยวชาญ

4. การสอบเทียบ (Calibration):การสอบเทียบ (Calibration) เป็นกระบวนการปรับตั้งค่าเครื่องมือให้ตรงกับมาตรฐานอ้างอิง เพื่อให้มั่นใจในความแม่นยำของการวัด

วิธีปฏิบัติ

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตเกี่ยวกับความถี่ในการสอบเทียบ โดยทั่วไป ควรทำการสอบเทียบอย่างน้อยปีละครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากใช้งานหนัก หรือต้องการความแม่นยำสูง
  • การสอบเทียบควรดำเนินการโดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการสอบเทียบเครื่องมือวัด

5. ข้อควรระวังในการใช้งาน (Usage Precautions):การใช้งานที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ เกจวัดความหนา เสียหายหรือให้ผลการวัดที่ไม่แม่นยำ

วิธีปฏิบัติ

  • ใช้ เกจวัดความหนา ให้เหมาะสมกับช่วงการวัดของเครื่องมือ
  • หลีกเลี่ยงการออกแรงกดที่มากเกินไปบนแกนวัด
  • ระมัดระวังไม่ให้เครื่องมือตกหล่นหรือกระแทก
  • ใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (อุณหภูมิ ความชื้น ตามข้อกำหนดของผู้ผลิต)

สรุป

ในกระบวนการผลิต การใช้ Thickness Gauge (เกจวัดความหนา) ช่วยให้สามารถตรวจสอบความหนาของวัตถุดิบ การวัดความหนาของวัสดุอย่างแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นในการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การทราบขั้นตอนการใช้งาน เกจวัดความหนา อย่างถูกต้อง ตั้งแต่การตรวจสอบเครื่องมือ การตั้งค่าศูนย์ การวางชิ้นงาน และการอ่านค่า จะช่วยให้การวัดเป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็ว และได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ การใช้งานที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เครื่องมือเสียหาย หรือได้ค่าที่ไม่น่าเชื่อถือ

การมีความรู้เกี่ยวกับ Thickness Gauge (เกจวัดความหนา) (เกจวัดความหนา) ไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการวัดขนาดความหนา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง

การดูแลรักษา Thickness Gauge (เกจวัดความหนา) อย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความแม่นยำและยืดอายุการใช้งานของเครื่องมือ การทำความสะอาด การจัดเก็บ การตรวจสอบ การสอบเทียบ และการใช้งานด้วยความระมัดระวัง จะช่วยให้ เกจวัดความหนา ของคุณพร้อมใช้งานและให้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือได้ในระยะยาว

หากสนใจในการสั่งชื้อสินค้า Thickness Gauge (เกจวัดความหนา) สามารถเช็คราคาล่าสุดที่ตรงใจและตรงต่อการนำไปใช้งานคุ้มค่ากับงบประมาณโดยการแอดไลน์ได้ที่นี่เลย @northpower หรือ คลิกสอบถามแอดมิน ที่คอยบริการให้ข้อมูลสินค้าช่วยเทียบสเปคสินค้าตั้งแต่ 8:00 - 17:00 แอดเลยไม่ต้องรอ